23 เมษายน 2565

ลีโอนาร์โด ดา วินชี



 


ลีโอนาร์โด ดา วินชี (อิตาลี Leonardo da Vinci) เกิด : 15 เมษายน ค.ศ. 1452 ที่แคว้นทัสคานี เมืองวินชี จังหวัดฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ถึงแก่กรรม : 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 (อายุ 67 ปี) เมืองออมบัวซ์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศฝรั่งเศส)

4 นวัตกรรมเปลี่ยนโลก


 เมื่อเศรษฐกิจในยุคนี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกเกิดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่หลายคนนึกไม่ถึง และนี่คือ 4 นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่น่าจับตามอง  ขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังมุ่งหน้าที่จะเดินไปตามโมเดล “ประเทศไทย 4.0” ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม จึงจะเห็นได้ว่า มีหลายองค์กรหลายสถานที่ที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตนเอง และในระดับโลกปัจจุบันนี้ก็มีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ หลายด้าน ที่ไม่ช้าก็เร็วย่อมส่งผลกระทบมาถึงพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน จึงน่าจับตามองว่ามีนวัตกรรมอะไรที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลกของเราบ้าง ไปดูกันครับ

Artificial intelligence (AI)

    ทุกวันนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็วจนแทบตามไม่ทัน ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในงาน Google I/O บริษัท Google ก็ได้โชว์ศักยภาพของฟีเจอร์ Google Assistant รุ่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาให้มีน้ำเสียงและจังหวะลีลาการพูด พร้อมทั้งทักษาการพูดโต้ตอบที่เหมือนคนจริง ๆ จนปลายสายไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากำลังคุยกับ AI อยู่

สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency)

        แม้จะมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และเกิดเป็นประเด็นโต้แย้งในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในระดับรัฐบาลที่บางประเทศก็สนับสนุนเต็มที่ บางประเทศกำลังศึกษาและพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง และบางประเทศก็สั่งห้ามเด็ดขาด หรือในระดับประชาชนที่มีคนจำนวนไม่น้อยวิ่งเข้าไปลงทุนกับการซื้อขายเงินดิจิทัล ขณะที่บางส่วนก็ยังกังวลเพราะเป็นสกุลเงินที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลและไม่มีกฎหมายฉบับใดรองรับ ซึ่งข้อถกเถียงนี้คงยังไม่มีข้อสรุปในเร็ววันนี้อย่างไรก็ดีก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของสกุลเงินดิจิทัล นับเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองไม่น้อยในโลกยุคนี้ทำให้น่าคิดว่าอีกไม่นานเราคงจะสามารถโทรคุยกับ AI ในเรื่องอื่น ๆ ได้สารพัด และเหตุการณ์ที่เห็นในภาพยนตร์เกี่ยวกับโลกอนาคตหลายเรื่องซึ่งคนไปผูกมิตรหรือตกหลุมรักกับ AI ก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing)

      เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ คือการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติขึ้นรูปชิ้นงาน โดยการเติมเนื้อวัสดุทีละชั้นๆ จนได้ออกมาเป็นวัตถุที่ต้องการ ซึ่งก่อนหน้านี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่ในเรื่องของการผลิตสิ่งของง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น ของเล่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ แต่ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น  ในปี 2011 บริษัท Invetech ในประเทศออสเตรเลียสามารถผลิตเครื่อง 3D Bioprinting หรือเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ โดยเครื่องพิมพ์ดังกล่าวสามารถพิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ได้ โดยนำวัสดุหรือเซลล์ที่มีชีวิตมาเรียงซ้อนกันเพื่อสร้างเป็นรูป 3 มิติ   ต่อมาปี 2014 คณะวิจัยจากโรงพยาบาล Brigham and Women’s Hospital ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทดลองสร้างหลอดเลือดเทียมขึ้นด้วยเครื่อง 3D Bioprinting หรือในปี 2015 บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง L’oreal ได้จับมือกับบริษัท Organovo พัฒนาเครื่อง 3D Bioprinting เพื่อพิมพ์ผิวหนังมนุษย์ขึ้นสำหรับใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์แทนการทดสอบกับคนหรือสัตว์อย่างที่เคยเป็นมา  จากตัวอย่างความสำเร็จเหล่านี้ เชื่อว่าอีกไม่นาน เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทในทางการแพทย์ชนิดปฏิวัติวงการเลยทีเดียว เช่น ผู้ที่สูญเสียอวัยวะต่างๆ หรือเกิดโรคที่ทำให้อวัยวะเสียหายใช้การไม่ได้ อาจไม่ต้องรอรับบริจาคอวัยวะอีกต่อไป แต่สามารถใช้เครื่องพิมพ์ขึ้นรูปออกมาได้เลย

 ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer)

     “เร็วกว่า 100 ล้านเท่า” คือ ข้อความที่ Google Quantum Artificial Intelligence Lab เผยแพร่ในเอกสารวิชาการ หลังเปรียบเทียบวิธีคำนวณโดยใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ Google D-Wave 2X เทียบกับคอมพิวเตอร์ปกติ ซึ่งด้วยความเร็วขนาดนี้ หากนำมาใช้ประโยชน์ระดับทั่วไปได้จริง โลกนี้คงเปลี่ยนไปอีกมาก (ขณะเดียวกันก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย เช่น การเข้ารหัสข้อมูลต่าง ๆ อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป)อย่างไรก็ดีการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลด้วยหลักการของฟิสิกส์ควอนตัมนั้นยังมีข้อจำกัดอย่างมาก เช่น ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นเกือบ -273.15 องศาเซลเซียส มีขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร รวมถึงการควบคุมอะตอมที่มีธรรมชาติไม่อยู่นิ่งหลายตัวให้ทำงานร่วมกันก็เป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์  ดังนั้นการจะสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้มีความเสถียรและใช้งานในระดับทั่วไป คงยังไม่มาถึงในอนาคตอันใกล้ แต่ก็อาจไม่นานจนไม่ทันได้เห็นก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

ที่มา  : จากบทความ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  โดย กองบรรณาธิการ  Section : Lifestyle  Column : Classified  วารสาร CPD & Account ปีที่ 15 ฉบับที่ 174 เดือนมิถุนายน 2561  

ข้อมูลอ้างอิง

https://thestandard.co/quantum-computer-1/

www.tcdc.or.th/articles/technology-innovation/23068/ 

https://www.beartai.com/news/itnews/71614

https://www.dharmniti.co.th/4-%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/

22 เมษายน 2565

สีกับอารมณ์ความรู้สึก (Colour Psychology)

 สีกับอารมณ์ความรู้สึก 

(Colour Psychology)


     สี (Colour) มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ จิตวิทยาสีกับความรู้สึกนั้นมีความสัมพันธ์กันทำให้ศาสตร์สมัยใหม่ๆหลายด้านเลือกนำจิตวิท ยาสีมาใช้ในการออกแบบสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาคารสถานที่ สื่อ ไปจนถึงใช้เพื่อการบำบัดร่างกายและจิตใจ ซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อว่าสีมีความสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจ อารมณ์ของเราทุกคน สีบอกความเป็นตัวตนทางจิตวิทยายังพบว่าสีสามารถให้ความรู้สึกต่างๆ กับบุคคลที่พบเห็นสีนั้น ๆ ได้ เช่น

สีวรรณะร้อนหรือสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง สีแสด สีแดง ให้ความรู้สึกที่เป็นนิเสธ (Positive) คือ เกิดความคึกคัก เร่งเร้า และก่อให้เกิดความตื่นเต้นอยู่เสมอสีวรรณะเย็นหรือสีโทนเย็น เช่น สีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว ให้ความรู้สึกที่เป็นปฏิเสธ (Negative) คือ เกิดความสันโดษ เงียบสงบ และก่อให้เกิดความเยือกเย็นอยู่เสมอ

 ในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าเราจะเลือกซื้อหรือหยิบจับอะไร เรามักที่จะเลือกหยิบตามสีที่เราชื่นชอบก่อนเสมอ คงไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า สีก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ สีนั้นมีให้เลือกมากมายหลากหลายเฉดสีไม่ว่าจะเป็นสีโทนร้อนหรือสีโทนเย็นแล้วทำไมเราจึงเลือกที่จะชอบสีใดสีหนึ่งเป็นพิเศษ หลายครั้งที่เรามักจะละเลยและมองข้ามไปนั่นคือความหมายของสี


เรามาลองดูความหมายของสีแต่ละสีกันเลย ว่าสีแต่ละสีนั้นจะให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างไร

สีแดง ความหมาย คือ ความรัก, ความร้อน, ความปรารถนา, อำนาจ, ความโกรธ, ความรุนแรง, ความเร็ว, ความตื่นเต้น, ความเป็นผู้นำ, ความมุ่งมั่น  สีแดงนั้นเรียกได้ว่าเป็นสีแสดงถึงความมีพลัง มีอำนาจ แต่ก็เป็นสีที่อยู่ในกลุ่มโทสะ ความก้าว ร้าวและความฉุนเฉียว

สีส้ม ความหมาย คือ ความเบิกบาน, ความรื่นเริง, ความห่วงใยเอาใจใส่, ความละเอียดอ่อน, มิตรภาพ, ความสงบ  สีส้มเป็นสีที่ให้ความรู้สึกอิสระ เป็นสีที่แสดงออกถึงความสนุกสนานรื่นเริง



สีเหลือง ความหมาย คือ ความกระตือรือร้น, ความอบอุ่น, การมองโลกด้านบวก, จินตนาการ, ความฉลาด, อารมณ์ขัน, ความคิดสร้างสรรค์, ความบริสุทธิ์ สีเหลืองนั้นเป็นสีของความเบิกบานและความสุขอย่างแท้จริง สีเหลืองนั้นเป็นสีที่แสดงถึงความแจ่มใส กระตือรือร้นและ มองโลกในแง่ดี

สีเขียว ความหมาย คือ ธรรมชาติ, ความสมดุล, ความสงบ, ความสดชื่น, ความหวัง, ความสามัคคี สีเขียวเนื่องจากเป็นสีที่ให้ความเป็นธรรมชาติจึงทำให้เกิดความสงบ ความสมดุลและความคิดสร้างสรรค์


สีฟ้าหรือสีน้ำเงิน ความหมาย คือ ความนุ่มนวล, ความสุขุม, ความเย็น, อิสระและปลอดโปร่ง สีฟ้านั้นเป็นสีที่แสดงให้เห็นถึงความสงบเย็น ความผ่อนคลาย ทั้งยังมีความละเอียดรอบคอบอีกด้วย
สีม่วง ความหมาย คือ ความลึกลับ, ความอดทน, การเปลี่ยนแปลง, ความเผ้อฝัน, ความฟุ่มเฟือย สีม่วงเป็นสีแห่งการปลอบโยน และยังช่วยสร้างความสมดุลของจิตใจอีกด้วย
สีน้ำตาล ความหมาย คือ ความมั่นคง, ความเรียบง่าย, ความเข้มแข็ง, มิตรภาพ, ความทนทาน, ความสนิทสนม สีน้ำตาลคือสีของผืนดินจะทำให้รู้สึกมั่นคง และรู้สึกปลอดภัย
สีเทา  เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเศร้า สงบ เย็นชา มักใช้เป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าโศก ความหนาว สะท้าน ความกลัว ความมืดสลัว ความทรุดโทรม และความแก่ชรา
สีดำ ความหมาย คือ ความลึกลับ, ความหรูหรา, ความเชี่ยวชาญ, ความเศร้า, ความกลัว, ความเข้มแข็ง สีดำเป็นสีที่ให้ความรู้สึกลึกลับ ทั้งยังมีความหมายในเรื่องความสะดวกสบายด้วยเช่นเดียวกัน
สีขาว ความหมาย คือ ความบริสุทธิ์, ความสะอาด, ความปลอดภัย, สันติภาพ, ความดี, ความเรียบง่าย, ความยุติธรรม สีขาวเป็นสีที่หมายถึงความบริสุทธิ์ ทั้งยังแสดงถึงความเรียบง่ายและความปลอดภัยอีกด้วย


       

      จะเห็นได้ว่า สี (Colour) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของงานศิลปะ และเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอารมณ์ และจิตใจได้มากกว่าองค์ประกอบอื่น ๆในชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสีต่างๆอย่างแยกไม่ออก โดยที่สีจะให้ประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น
- ใช้ในการจำแนกสิ่งต่างๆเพื่อให้เห็นชัดเจน
- ใช้ในการจัดองค์ประกอบของสิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดความสวยงาม กลมกลืนเช่น การแต่งกาย  การจัดตกแต่งบ้าน
- ใช้ในการจัดกลุ่ม พวก คณะด้วยการใช้สีต่างๆ เช่น คณะสี  เครื่องแบบต่าง ๆ
- ใช้ในการสื่อความหมายเป็นสัญลักษณ์หรือใช้บอกเล่าเรื่องราว
- ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อให้เกิดความสวยงาม สร้างบรรยากาศสมจริงและน่าสนใจ
- เป็นองค์ประกอบในการมองเห็นสิ่งต่างๆของมนุษย์  

   การนำสีมาใช้ในงานทัศนศิลป์นั้น นักเรียนต้องรู้จักความหมายและอารมณ์ของสี เพื่อให้นำมาใช้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของงานทัศนศิลป์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เกิดคุณค่าความงาม

16 เมษายน 2565

สีคู่ตรงข้าม ( Comprementary Colour )

 


สีคู่ตรงข้าม 
Comprementary Colour )

สีตรงข้าม หรือสีตัดกัน หรือสีคู่ปฏิปักษ์ คือสีที่อยู่ตรงข้ามกันบนวงจรสี (Colour wheel) เป็นสีที่มีค่าความเข้มของสีตัดกันอย่างรุนแรง ในทางปฏิบัติไม่นิยมนำมาใช้ร่วมกัน เพราะจะทำให้แต่ละสีไม่สดใสเท่าที่ควรขาด ความกลมกลืน ขาดจุดเด่น ดูแล้วไม่สบายตา ขัดแย้งกันทั้งในด้านของการมองเห็นและอารมณ์ความรู้สึก

สีตรงข้าม หรือสีคู่ปฏิปักษ์ (Complementary Colour) มีด้วยกัน 6 คู่ ได้แก่

1. เหลือง (Yellow) ตรงข้ามกับ ม่วง (Violet)

2. แดง (Red) ตรงข้ามกับ เขียว (Green)

3. น้ำเงิน (Blue) ตรงข้ามกับ ส้ม (Orange)

4. ส้มเหลือง (Yellow-Orange) ตรงข้ามกับ ม่วงน้ำเงิน (Blue-Green)

5. ส้มแดง (Red-Orange) ตรงข้ามกับ เขียวน้ำเงิน (Blue-Green)

6. เขียวเหลือง (Yellow-Green) ตรงข้ามกับ ม่วงแดง (Red-Violet)



หากเรานำคู่สีตรงข้ามมาผสมในสัดส่วนเท่าๆกันนั้น จะทำให้เกิดสีกลางขึ้น ได้แก่สี น้ำตาล นั่นเอง ซึ่งสีกลางนั้นคือสีที่สามารถเข้าได้กับทุกสี หากใช้ผสมกับสีอื่นแล้วจะทำให้สีนั้น ๆ เข้มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าสี ถ้าผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล


     การนำสีตรงข้ามกันมาใช้ร่วมกันนั้นสามารถทำได้ หากนำมาใช้อย่างถูกวิธีจะทำให้งานทัศนศิลป์เกิดความน่าสนใจ มีจุดเด่นกลมกลืน เกิดคุณค่าความงามทางทัศนศิลป์ ซึ่งการนำสีตรงข้ามมาใช้ร่วมกันนั้น มีวิธีการดังนี้

วิธีที่ 1 ใช้ในปริมาณต่างกัน โดยใช้สีใดสีหนึ่ง
จำนวน 80 % ส่วนอีกสีหนึ่งต้องเป็น 20 %








วิธีที่ 2 ลดปริมาณค่าของสีลง หากจำเป็นต้องใช้สี
คู่ใดคู่หนึ่งในปริมาณเท่า ๆ กัน ต้องลดค่าของสีลง
เพื่อลดน้ำหนักความรุ่นแรง ความสดของสีให้กลม
กลืนกัน






วิธีที่ 3 ใช้สีขาวหรือสีดำมาขั้นระหว่างสีหรือตัดเส้นเพื่อให้สีทั้งสองสีมีพื้นที่แยกออกจากกันเกิดความกลมกลื่นและมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น





วรรณะของสี ( Tone )

         วรรณะของสี
      ( Tone )

วรรณะของสี (Tone) คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน-เย็น ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันในวง
จรสีจะมีสีร้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งที่สีม่วงกับสีเหลือง ซึ่งเป็นได้ทั้งสองวรรณะ เช่น 
หากนำสีเหลืองไปไว้กับสีแดงและส้มก็จะให้อารมณืความรู้สึกเป็นสีโทนร้อน แต่หากนำมา
ไว้กับสีเขียวก็จะให้ความรู้สึกเป็นสีโทนเย็น ซึ่งสีในวงจรสีแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ ได้แก่ 

        

วรรณะสีร้อน (Warm Tone) ประกอบด้วยสีเหลือง สีส้มเหลือง สีส้ม สีส้มแดง สีม่วงแดงและสีม่วงสีในวรรณะร้อนนี้จะไม่ใช่สีสดๆดังที่เห็นในวงจรสีเสมอไปเพราะสีในธรรมชาติย่อมมีสีแตกต่างไปกว่าสีในวงจรสีธรรม ชาติอีกมาก ถ้าหากว่าสีใดค่อนข้างไปทางสีแดงหรือสีส้ม เช่น สีน้ำตาลหรือสีเทาอมทอง ก็ถือว่าเป็นสีวรรณะร้อน



         

วรรณะสีเย็น (Cool Tone) ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียวเหลือง สีเขียว สีเขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน และสีม่วง ส่วนสีอื่นๆ ถ้าหนักไปทางสีน้ำเงินและสีเขียวก็เป็นสีวรรณะเย็น ดังเช่น สีเขียวแก่ เป็นต้น จะสัง เกตได้ว่าสีเหลืองและสีม่วงอยู่ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ถ้าอยู่ในกลุ่มสีวรรณะร้อนก็ให้ความรูสึกร้อนและถ้า อยู่ในกลุ่มสีวรรณะเย็นก็ให้ความรู้สึกเย็นไปด้วย สีเหลืองและสีม่วงจึงเป็นสีได้ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น




     การนำสีวรรณะร้อนหรือวรรณะเย็นไปใช้ในงานทัศนศิลป์ จะให้อารมณ์ความรู้สึกของภาพที่แตกต่างกัน อยู่ที่วรรณะใดคือสีที่ครอบคลุมมากที่สุดก็จะให้อารมณ์ความรู้สึกไปทางวรรณะสีนั้น เช่น หากงานทัศนศิลป์ของนักเรียนมีสีวรรณะร้อนครอบคลุมในภาพมากที่สุดงานทัศนศิลป์ของนักเรียนก็จะให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นสีวรรณะร้อนหรือเราสามารถเลือกใช้เพียงสีวรรณะเดียวเลยก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการถ่ายทอดความรู้สึกของงานทัศนศิลป์ออกมาอย่างไร 
                                                                                                                                

วงจรสี  ( Colour Wheel )

วงจรสี 
( Colour Wheel )

สี (Colour)
สี หมายถึง ลักษณะของแสงสว่าง ปรากฏแก่ตาให้เห็นเป็นสีขาว ดำ แดง เขียว น้ำเงิน 
เหลือง เป็นต้น ถ้าไม่มีแสงจะมองไม่เห็นสี ซึ่งสีมี 2 ชนิด ดังนี้

1. สีที่เป็นวัตถุ ( Pigment )
2. สีที่เป็นแสง (Spectrum)

สีที่เป็นวัตถุ (Pigment) คือ เป็นสีได้มาจากธรรมชาติและการสังเคราะห์โดยกระบวนการ
ทางเคมีมี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง สีนำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้งานกันอย่าง
กว้างขวาง ในวงการศิลปะ 

สีที่เป็นแสง (Spectrum) คือ แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่งแก้ว เช่น 
สีรุ้ง สีจากแท่งแก้วปริซึมอยู่ในรูปแสงรังสี ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของ
แสงสามารถนำมาใช้ในการถ่ายภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสีในการแสดงต่างๆ เป็นต้น

วงจรสี (Colour wheel) คือ สีที่เกิดจากการผสมกันเป็นคู่ เริ่มตั้งแต่ แม่สี 3 สีแล้วเกิดเป็น
สีใหม่ขึ้นมาจนครบวงจร จะได้สีทั้งหมด 12 สี ซึ่งแบ่งสีเป็น 3 ขั้น ดังนี้


สีขั้นที่ 1 (Primary Colour) คือ แม่สี 3 สี ได้แก่
สีเหลือง (Yellow)
สีแดง (Red)
สีน้ำเงิน (Blue)


สีขั้นที่ 2 (Secondary Colour) คือ สีที่เกิดจากการผสมกันเป็นคู่ๆ ระหว่าง แม่สี 3 สี 
ด้วยอัตราส่วนเท่าๆกันจะได้สีเพิ่มขึ้นอีก 3 สี ได้แก่

เหลือง + แดง = สีส้ม (Orange)
แดง + น้ำเงิน = สีม่วง (Violet)
น้ำเงิน + เหลือง = สีเขียว (Green)


สีขั้นที่ 3 (Tertiary Colour) คือ สีที่เกิดจากการผสมกันเป็นคู่ๆ ระหว่างแม่สี 3 สี 
กับ สีขั้นที่ 2 ด้วยอัตราส่วนเท่าๆกันจะได้สีเพิ่มขึ้นอีก 6 สี ได้แก่

สีส้ม + สีเหลือง = ส้มเหลือง (Yellow-Orange)
สีส้ม + สีแดง = ส้มแดง (Red-Orange)
สีม่วง + สีแดง = ม่วงแดง (Red-Violet)
สีม่วง + สีน้ำเงิน = ม่วงน้ำเงิน (Blue-Violet)
สีเขียว + สีน้ำเงิน = เขียวน้ำเงิน (Blue-Green)
สีเขียว + สีเหลือง = เขียวเหลือง (Yellow-Green)



สีทั้ง 3 ขั้น รวมกันเป็นวงจรสี (Colour Wheel)  มีทั้งหมด 12 สี ซึ่งหากนำสีในวงจรสีทั้ง 12 สี มาผสมเท่าๆกัน จะทำให้เกิดสีกลาง ขึ้นคือ สีเทา นั่นเอง ซึ่งสีกลางนั้นคือสีที่เข้าได้กับทุกสี หากใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซึ่งมีน้ำหนักอ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ

วงจรสี (Colour wheel)